Google Ads ต้องยื่น ภ.พ.36 หรือไม่? รู้เรื่อง VAT บริการจากต่างประเทศก่อนลงโฆษณา

- หลักการของ ภ.พ.36 สำหรับบริการจากต่างประเทศ
- ซื้อ Google Ads จากต่างประเทศเข้าข่ายอย่างไร
- ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งคิดอย่างไร
- กำหนดยื่น ภ.พ.36 เมื่อใด
- VAT ที่นำส่งผ่าน ภ.พ.36 สามารถนำมาเป็นภาษีซื้อได้หรือไม่
- ภ.พ.36 ไม่ใช่เรื่องเดียวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย
- ไม่ใช่บริการจากต่างประเทศทุกกรณีที่ต้องยื่น ภ.พ.36
- เอกสารและข้อมูลที่ควรตรวจสอบก่อนยื่น
- สรุป
ปัจจุบันการทำโฆษณาออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมตสินค้า เพิ่มยอดขาย หรือเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ หลายธุรกิจเลือกใช้ Google Ads ซึ่งเป็นบริการโฆษณาออนไลน์จากต่างประเทศ โดยสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ และรูปแบบโฆษณาได้ตามต้องการ แต่สำหรับธุรกิจในประเทศไทย การจ่ายค่าโฆษณาให้ผู้ให้บริการในต่างประเทศไม่ได้มีเพียงเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องบันทึกทางบัญชีเท่านั้น เพราะยังมีประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ควรพิจารณา โดยเฉพาะการยื่นแบบ ภ.พ.36
คำถามที่หลายธุรกิจมักสงสัยคือ ซื้อ Google Ads ต้องยื่น ภ.พ.36 หรือไม่? คำตอบต้องพิจารณาจากลักษณะของบริการและการนำบริการมาใช้ในประเทศไทยเป็นสำคัญ โดยหลักของกรมสรรพากร หากเป็นการรับบริการจากผู้ประกอบการในต่างประเทศ และมีการนำบริการนั้นมาใช้ในประเทศไทย ผู้จ่ายเงินอาจมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ให้บริการต่างประเทศตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร
หลักการของ ภ.พ.36 สำหรับบริการจากต่างประเทศ
มาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดว่า เมื่อมีการชำระค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่ให้บริการจากต่างประเทศและมีการใช้บริการนั้นในประเทศไทย ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องเสีย โดยใช้แบบ ภ.พ.36
สำหรับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายกำหนดกรณีของผู้ประกอบการต่างประเทศที่ให้บริการแก่ผู้ใช้ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ด้วย ส่วนบริการประเภทอื่นก็มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้บริการในประเทศไทยเช่นกัน
ดังนั้น การพิจารณาว่าต้องยื่น ภ.พ.36 หรือไม่ จึงไม่ได้ดูเพียงว่า “ผู้ให้บริการอยู่ต่างประเทศ” แต่ต้องพิจารณาร่วมกันว่า บริการนั้นให้จากต่างประเทศและถูกนำมาใช้ในประเทศไทยหรือไม่

ซื้อ Google Ads จากต่างประเทศเข้าข่ายอย่างไร
กรณีธุรกิจในประเทศไทยซื้อ Google Ads เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการของกิจการ โดยชำระค่าบริการให้ผู้ให้บริการในต่างประเทศ ประเด็นสำคัญคือการพิจารณาว่าบริการโฆษณาดังกล่าวถูกนำมาใช้ในประเทศไทยหรือไม่
หากข้อเท็จจริงเป็นการซื้อโฆษณาเพื่อทำตลาดให้ธุรกิจในประเทศไทย การพิจารณาจึงมีแนวโน้มอยู่ภายใต้หลักการเดียวกับบริการจากต่างประเทศที่มีการใช้บริการในราชอาณาจักร ทั้งนี้ ไม่ควรเขียนว่า “Google Ads ต้องยื่น ภ.พ.36 ทุกกรณี” เพราะกฎหมายพิจารณาจากข้อเท็จจริงของการให้บริการและสถานที่ใช้บริการเป็นสำคัญ
กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยในกรณีการใช้บริการผ่านเว็บไซต์จากต่างประเทศว่า หากมีการเปิดเว็บไซต์เพื่อใช้บริการในประเทศไทย ถือเป็นการให้บริการในต่างประเทศและมีการใช้บริการในราชอาณาจักร ผู้จ่ายเงินจึงมีหน้าที่นำส่ง VAT ด้วยแบบ ภ.พ.36 ในอัตรา 7%
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งคิดอย่างไร
หากข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไขที่ต้องนำส่ง VAT ตามมาตรา 83/6(2) ผู้จ่ายเงินในประเทศไทยมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยแนววินิจฉัยของกรมสรรพากรในกรณีบริการจากต่างประเทศที่มีการใช้บริการในประเทศไทยระบุอัตรา VAT 7% ของค่าบริการทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจมีค่าบริการ Google Ads จำนวน 100,000 บาท และข้อเท็จจริงเข้าหลักเกณฑ์ ภ.พ.36
ค่าบริการ 100,000 บาท × VAT 7% = 7,000 บาท
ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องพิจารณานำส่ง VAT จำนวน 7,000 บาทผ่านแบบ ภ.พ.36
อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างนี้เป็นเพียงการแสดงวิธีคำนวณเบื้องต้น ในการจัดทำรายการจริงควรตรวจสอบเอกสารเรียกเก็บเงิน สกุลเงิน และหลักเกณฑ์การกำหนดฐานภาษีและอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน
กำหนดยื่น ภ.พ.36 เมื่อใด
ประเด็นที่ธุรกิจควรระวังคือ ภ.พ.36 ไม่ได้พิจารณาจากวันที่ได้รับใบแจ้งหนี้เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการชำระค่าบริการ กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยว่า การยื่นแบบ ภ.พ.36 ก่อนที่จะมีการชำระค่าบริการไม่ใช่กรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องนำส่งล่วงหน้า และสำหรับกรณีที่เข้าเงื่อนไข ผู้จ่ายเงินต้องนำส่ง VAT พร้อมยื่นแบบ ภ.พ.36 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินให้ผู้ประกอบการต่างประเทศ
ตัวอย่างเช่น หากธุรกิจชำระค่า Google Ads ในเดือนกันยายน ก็ต้องพิจารณาการนำส่ง ภ.พ.36 ตามกำหนดเวลาของเดือนที่มีการชำระเงิน ไม่ใช่รอจนถึงรอบการยื่น VAT ของเดือนถัดไปโดยอัตโนมัติ
VAT ที่นำส่งผ่าน ภ.พ.36 สามารถนำมาเป็นภาษีซื้อได้หรือไม่
สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประเด็นที่ควรพิจารณาต่อจากการนำส่ง ภ.พ.36 คือสิทธิในการนำ VAT ที่ชำระดังกล่าวไปเป็นภาษีซื้อ
กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยว่า VAT ที่นำส่งตามมาตรา 83/6(2) และมีหลักฐานเป็นใบเสร็จรับเงินที่กรมสรรพากรออกให้ สามารถนำไปใช้เป็นภาษีซื้อได้ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น การต้องนำส่ง VAT ผ่าน ภ.พ.36 ไม่ได้หมายความว่า VAT 7% จะกลายเป็นต้นทุนของกิจการเสมอไป แต่ต้องพิจารณาสถานะของกิจการและสิทธิในการนำภาษีดังกล่าวมาใช้เป็นภาษีซื้ออีกครั้ง
ภ.พ.36 ไม่ใช่เรื่องเดียวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย
อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ ภ.พ.36 และภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นคนละเรื่องกัน ภ.พ.36 เป็นการนำส่ง ภาษีมูลค่าเพิ่ม ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินเป็นผู้นำส่ง VAT แทนผู้ประกอบการต่างประเทศ
ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นเรื่องของ ภาษีเงินได้ ซึ่งต้องพิจารณาประเภทเงินได้ ลักษณะการให้บริการ ประเทศของผู้รับเงิน รวมถึงอนุสัญญาภาษีซ้อนที่เกี่ยวข้อง กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยที่แยกการพิจารณาภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายออกจากภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างชัดเจน ดังนั้นการยื่น ภ.พ.36 จึงไม่ได้หมายความว่าภาระภาษีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ
ไม่ใช่บริการจากต่างประเทศทุกกรณีที่ต้องยื่น ภ.พ.36
จุดที่ธุรกิจควรทำความเข้าใจคือ การซื้อบริการจากต่างประเทศไม่ได้แปลว่าต้องยื่น ภ.พ.36 ทุกกรณี กรมสรรพากรมีคำสั่งกรมสรรพากร ป.104/2544 ระบุว่า หากเป็นบริการที่กระทำในต่างประเทศและ ไม่ได้มีการใช้บริการนั้นในประเทศไทย จะไม่ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร และผู้จ่ายเงินไม่มีหน้าที่นำส่ง VAT ตามมาตรา 83/6(2)
ตัวอย่างเช่น กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยกรณีบริษัทไทยว่าจ้างบริษัทต่างประเทศจัดทำโฆษณาลงในนิตยสารต่างประเทศ โดยบริการดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้ในประเทศไทย กรณีนี้บริษัทไทยไม่มีหน้าที่ต้องยื่น ภ.พ.36
จึงเห็นได้ว่า สถานที่ใช้บริการ เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในการพิจารณา
เอกสารและข้อมูลที่ควรตรวจสอบก่อนยื่น
สำหรับธุรกิจที่มีค่า Google Ads หรือค่าบริการออนไลน์จากต่างประเทศ ฝ่ายบัญชีควรตรวจสอบข้อมูลให้ครบก่อนบันทึกรายการและยื่นภาษี เช่น
- ชื่อและประเทศของผู้ให้บริการ
- รายละเอียดของบริการที่ซื้อ
- Invoice หรือเอกสารเรียกเก็บเงิน
- วันที่และจำนวนเงินที่ชำระ
- สกุลเงินที่ใช้ชำระ
- ลักษณะการนำบริการมาใช้
- สถานะการจดทะเบียน VAT ของกิจการ
- หลักฐานการชำระเงิน
- เอกสารและหลักฐานการนำส่ง ภ.พ.36
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สามารถพิจารณาได้ว่ารายการดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ ภ.พ.36 หรือไม่ และช่วยรองรับการบันทึกบัญชีและการตรวจสอบภาษีในภายหลัง
สรุป
การซื้อ Google Ads จากผู้ให้บริการต่างประเทศ ไม่ควรพิจารณาเพียงว่าเป็นค่าโฆษณาออนไลน์ หรือจ่ายเงินให้บริษัทต่างประเทศเท่านั้น แต่ควรพิจารณาตามหลักภาษีมูลค่าเพิ่มว่าเป็นบริการจากต่างประเทศและมีการนำบริการมาใช้ในประเทศไทยหรือไม่
หากข้อเท็จจริงเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 83/6(2) ผู้จ่ายเงินในประเทศไทยมีหน้าที่นำส่ง VAT และยื่นแบบ ภ.พ.36 ตามกำหนดเวลา โดยแนววินิจฉัยของกรมสรรพากรสำหรับบริการจากต่างประเทศที่มีการใช้ในประเทศไทยระบุ VAT ในอัตรา 7% และกำหนดให้ยื่นภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน
สำหรับธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายด้านโฆษณา ซอฟต์แวร์ Cloud หรือบริการออนไลน์จากต่างประเทศ การตรวจสอบภาษีตั้งแต่ก่อนชำระเงินจึงช่วยลดความเสี่ยงในการบันทึกบัญชีและการนำส่งภาษีผิดประเภทหรือผิดกำหนดได้
หากธุรกิจมีรายการค่าใช้จ่ายจากต่างประเทศจำนวนมาก การมีระบบ ERP อย่าง MDERP เข้ามาช่วยจัดการข้อมูลทางบัญชีและค่าใช้จ่าย จะช่วยให้การจัดเก็บรายการ ตรวจสอบเอกสาร และเชื่อมโยงข้อมูลทางบัญชีทำได้เป็นระบบมากขึ้น ลดงานที่ต้องจัดการด้วยตนเอง และช่วยให้ทีมบัญชีติดตามข้อมูลได้สะดวกยิ่งขึ้น ติดต่อทีมงาน MDSoft เพื่อปรึกษาหรือทดลอง Demo ระบบ



